|
|
 |
 |
วิ่งสู่วิถีชีวิตใหม่ |
แรงดลใจ
บทความในนิตยสาร Asian Runner ฉบับเดือน สิงหาคม 1981 ชื่อเรื่องว่า Run for Your Life (วิ่งเพื่อชีวิต) แต่ผมได้อ่านจาก หนังสือ วิ่ง... สู่วิถีชีวิตใหม่ ของ คุณหมอ อุดมศิลป์ ศรีแสงนาม เรื่องนี้อาจเป็นแรงบันดาลใจในการที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของท่านก็ได้
เรื่องของ จอห์น สคิวเวส
ในขณะที่นักวิ่งมาราธอนจำนวนมาก วิ่งเพื่อชื่อเสียง เกียรติยศ หรือความพอใจส่วนตัว หรือแม้แต่ วิ่งเพื่อความสนุกหรือความมันส์ แต่ จอห์น สคิวเวส เขาวิ่งเพื่อชวิตของเขาเอง
จอห์น เป็นชาวออสเตเลีย สมัยนั้นเขาทำงานเป็น วิศวกรเครื่องบิน ของสายการบิน East African Airways ซึ่งมีสำนักงานอยู่ที่ ไนโรบี ประเทศเคนยา ในปี ค.ศ. 1970 วัย 33 ปี ตอนนั้นจอห์น มี น้ำหนักตัวถึง 105 กิโลกรัม จอห์นมองตัวเองย้อนหลังมา "ตอนนั้นผมมเป็นตัวอย่างชนิดคลาสสิค ของคนเป็นโรคหัวใจ คือ หนุ่ม แต่อ้วน และเส้นเลือด โคโรนารี ที่หัวใจกำลังจะตีบตัน" พวกนักบินนั้น ตามฏจะต้องได้รับการตรวจสุขภาพปีละครั้ง ปีก่อนๆที่ผ่านมา จอห์นไม่มีปัญหาอะไรเลย จนกระทั่งถึงการตรวจสุขภาพประจำปี 1970 ไม่กี่สัปดาห์ก่อนวันกำหนดแต่งงานของ จอห์น กับเจ้าสาวแสนสวย ชาวอังกฤษของเขา จอห์นเกือบช็อก เมื่อหมอพบ พยาธิสภาพที่ค่อนข้างรุนแรงที่หัวใจของเขา เนื่องจากกล้ามเนื้อหัวใจ อักเสบ จากเชื้อไวรัส ผลก็คือ สายการบินที่เขาทำงานอยู่ สั่งพักงานเขา ห้ามบินเป็นระยะเวลา 12 เดือน จอห์นบอกว่า"ผมไม่เชื่อที่หมอบอกเพราะผมไม่มีอาการผิดปกติอะไรมาก่อนเลย อย่างไรก็ตามมันก็เริ่มทำให้ผมรู้สึกกังวลและไม่สบายใจ"
ริต้า คู่หมั้น ชาวอังกฤษ ของเขา แม้ทราบถึงภาวะหัวใจพิการของจอห์น ก็ไม่กลัวที่จะต้องเป็นหม้ายทั้งที่ยังสาว ทั้งสองจึงแต่งงานตามที่กำหนดเดิมที่บ้านของฝ่ายเจ้าสาวที่เมือง น็อตติ้งแฮม ประเทศอังกฤษ ก่อนที่จะกลับมาครองเรือนกันที่ ไนโรบี ประเทศเคนยา ในอาฟริกาต่อไป ก่อนนั้น จอห์น เคยเล่น สค๊อช เป็นประจำ แต่พอทราบว่าหัวใจพิการ เขาก็เลิกเล่นกีฬาทุกชนิดทันที เพราะเกรงจะกระทบหัวใจ
เผอิญ ในเวลานั้น ดาราสคว๊อชของอังกฤษ วัย 40 ปี ชื่อ โจนาห์ บาร์ริงตัน ได้เดินทางมาฝึกซ้อมให้คุ้นกับ ระดับความกดอากาศในที่สูงอยู่ที่เคนยา เพื่อเตรียมตัวแข่งขันชิงชนะเลิศสคว๊อชของโลก เลยมีโอกาสพบกับจอห์นที่นั่น
โจนาห์ ได้พยายามอธิบาย ชักชวนให้จอห์น กลับมาออกกำลังเล่นกีฬาสม่ำเสมออีกครั้งว่า อาจจะช่วยให้หัวใจของจอห์นดีขึ้นได้ โจนาห์พยายามให้กำลังใจ และสนับสนุนช่วยเหลือจอห์นทุกอย่าง แม้แต่การวิ่งเป็นเพื่อนทุกวัน ทำให้จอห์นสามารถเรียกความเชื่อมั่นในตนเองกลับมา และการที่โจนาห์ วิ่งออกกำลังเป็นเพื่อนจอห์นบนภูเขาสูง ในประเทศเคนยา มี่แหละ ที่เป็นการแนะนำ เริ่มเกิดความรักในการวิ่งระยะไกล อันเป็นความรักที่พิสูจน์ให้จอห์นเห็นตอนหลังว่า สามารถช่วยชีวิตของเขาไว้ได้ด้วย
จอห์นเริ่มวิ่งออกกำลังกายสม่ำเสมอทุกวัน จน 12 เดือนผ่านไป ครบกำหนดถูกพักงาน ปรากฏว่าการวิ่งได้ผล เพราะเมื่อแพทย์ตรวจคลื่นหัวใจของเขาอีกครั้ง ปรากฏว่าไม่พบร่องรอยของเชื้อไวรัสอีก เขาจึงได้รับอณุญาต ให้กลับไปทำงานการบินอีกครั้ง แต่ข่าวร้ายก็มาถึงอีกไม่นาน เพราะองค์การบินพลเรือนระหว่างประเทศ (Civil Aviation Aurthority)ที่ลอนดอนได้ส่งจดหมายถึงเขาว่า ผลการตรวจหัวใจครั้งหลังของเขาพบความพิการขึ้นมาอีก และเรียกเขาไปที่โรงพยาบาล มิดเดิ้ลเชอกซ์ อันเป็นโรงพยาบาลที่มีชื่อในอังกฤษ เพื่อรับการตรวจละเอียดอีกครั้ง คราวนี้พบว่า เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจที่เรียกว่า โคโรนารี่ด้านขวานั้นตีบตันไปถึงร้อยละ 70
เขาถูกสายการบินสั่งพักบินทันทีอีกครั้งหนึ่ง จอห์นแทบคลั่งเมื่อทราบข่าว ซ้ำร้ายหมอยังห้ามเขาวิ่งอย่างเด็ดขาด โดยเตือนว่าหากขืนวิ่งต่อไปก็เหมือนจงใจจะฆ่าตัวตาย แต่ถึงตอนนั้น จอห์นรักการวิ่งมากกว่าเสียแล้ว เขายังเชื่อต่ออีกว่าหากเขาควบคุมการวิ่งของเขาให้ดีแล้ว นอกจากจะไม่ฆ่าเขา ยังจะช่วยหัวใจของเขาให้ดีขึ้นด้วย เขาจึงไม่สนใจคำเตือนของหมอ ว่าหัวใจด้านขวาของเขาเหลือเลือดไปเลี้ยงเพียงร้อยละ 30 เท่านั้น จอห์นเริ่มเตรียมวางโปรแกรมวิ่ง ออกกำลังบริหารหัวใจตนเอง อย่างจริงจังโดยค่อยๆเริ่มจากน้อยๆไปก่อน คือตอนแรกวิ่ง 1 ไมล์ ค่อยๆเพิ่มระยะขึ้นช้าๆ ตามกำลังเป็น 2 ไมล์ 3 ไมล์ และมากกว่าครั้งละ 10 ไมล์ ในตอนหลัง โดยมีเป้าหมายสุดท้ายคือที่ มาราธอน คือ 26.2 ไมล์ แน่นอนทุกครั้งที่ จอห์นวิ่ง เขาก็อดวิตกกังวล ถึงสภาพความพิการของเขาไม่ได้ บ่อยครั้งที่มันรบกวนสมาธิของเขา ทำให้เกิดกลัวขึ้นมาว่า เขาอาจหัวใจวายตายกลางทาง ที่ไหน เมื่อไร ก็ได้ เขาจึงพยายามผลักความกลัวนี้ออกไป เพราะทราบว่า ความวิตกกังวลหรือหวาดกลัวนี้ นอกจากจะไม่เป็นคุณกับเขาแล้ว รังแต่จะยิ่งทำให้อาการของเขาทรุดหนักลง หลังจากไม่นาน จอห์นมีโอกาสไปพักผ่อนที่ ลอสแองเจลิส อเมริกา ก็เลยไปปรึกษา นายแพทย์ อัลเบอร์ต แคททิน ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจอันมีชื่อเสียง ที่สถาบันสุขภาพนักกีฬาแห่งชาติของอเมริกา(์National Athletic Health Institute)หมอแคททิน ก็ได้เตือนเขา โดยกล่าวว่า "อันตรายมากทีเดียว สำหรับคุณที่จะวิ่งหนักและไกลขนาดนั้นโดยที่กล้ามเนื้อหัวใจจะต้องขาดเลือดไปเลี้ยงจำนวนมาก ความผิดปกตินี้ อาจมีผลอันตรายถึงชีวิตที่เดียว"
หมอแคททินแนะนำว่า หากจอห์นยังอยากวิ่งต่อไปจริงๆ ก็ต้องได้รับการผ่าตัดหัวใจ เพื่ิอต่อเส้นเลือดไปเลี้ยงหัวใจใหม่ ให้มีขนาดใหญ่พอ หรือมิฉะนั้นก็ต้องหยุดวิ่งเด็ดขาด
ถึงตอนนั้น จอห์นติดและหลงใหลการวิ่งจนถอนตัวไม่ขึ้นเสียแล้ว เพราะการวิ่งทำให้น้ำหนักตัวของเขา จากเดิมอ้วนพุงพลุ้ยถึง 105 กิโลกรัม ในปี 1970 ลดเหลือเพียง 64 กิโลกรัมเท่านั้น เขากลายแป็นคนหุ่นสเลนเดอร์ สูงโปร่งเพรียวลม จนแทบจำเค้าเดิมไม่ได้ ขาไม่ยอมเชื่อหมอ ไม่ยอมแพ้แก่โรคหัวใจของตน ตัดสินใจเด็ดเดี่ยว จะต้องเอาชนะหัวใจตนเองให้ได้ ด้วยการออกกำลัง บริหารหัวใจให้แข็งแรงขึ้นทุกวัน ด้วยการวิ่ง
แต่บริษัทการบินที่จอห์นทำงานอยู่ในฐานะวิศวกรประจำเครื่องบิน ซึ่งต้องบินกับเครื่องและผู้โดยสารเป็นประจำ ไม่ค่อยสบายใจกับสภาพหัวใจของเขา จึงขอให้เขารับการตรวจซ้ำอีกครั้งที่โรงพยาบาลทหารของบาร์เรน จอห์นได้รับการตรวจละเอียดอีกครั้ง แพทย์ผู้ตรวจได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวของนิตยสาร ''Asia Runner" (โดยจอห์นอนุญาต)ว่า
"เราพบความผิดปกติอย่างมากในคลื่นหัวใจของจอห์น จึงได้ทำการพิสูจน์ต่อไปด้วย Thalium SCAN coronary Angiography(ฉีดสีเข้าไปในเส้นเลือด โคโรนารีที่ไปเลี้ยงหัวใจ แล้วถ่ายภาพเอกซเรย์ ดูขนาดของหลอดเลือด)พบว่าเลือดที่ไปเลี้ยงกล้าเนื้อหัวใจนั้นน้อยกว่าที่ควรมาก และเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจเส้นหนึ่ง มีขนาดหลอดเลือดตีบตันไปถึงร้อยละ 70"
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โรคหัวใจกล่าวต่อไปว่า เมื่อจอห์นเอง ไม่รู้สึกผิดปกติอะไรของหัวใจ ก็น่าที่จอห์นจะวิ่งต่อไปได้ เพื่อเป็นการออกกำลังกายฟื้นฟูสมรรถภาพ ของหัวใจ แต่ต้องไม่วิ่งหนักระยะไกลขนาด มาราธอน
จอห็นนั้นดื้อต่อคำแนะนำของหมอเสียแล้ว เขายังคงซ้อมวิ่งเพื่อแข่งขัน มาราธอนต่อไป ตามความตั้งใจเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง และในปี 1980 เขาเข้าเส้นชัยเป็นอันดับหก ในการแข่ง บาร์เรน มาราธอน ด้วยสถิติเวลา 3 ชั่วโมง 18 นาที ซึ่งต้องนับว่าเป็นเวลาที่ดีมาก ของคนวัย 43 ปี โดยไม่ต้องคิดถึงสภาพหัวใจพิการของเขา
เขาซ้อมวิ่งสม่ำเสมอทุกวัน ไม่ว่าเครื่องบินที่เขาทำงานจะไปจอดที่เมืองใด ประเทศใด จอห็น จะเปลี่ยนเป็นชุดวิ่ง ใส่รองเท้าเสร็จ ก็จะวิ่งไปตามสวนหรือถนน สาธารณะ ในนครบอมเบย์ ลอนดอน กรุงเทพ เฉลี่ยแล้ว เขาจะวิ่งเป็นระยะทางประมาณ 90 ไมล์ ต่อ สัปดาห์  สองเดือนก่อน สิ่งมหัศจรรย์ ก็ได้เกิดขึ้น เมื่อจอห์นกลับไปตรวจกับคุณหมอ อัลเบอร์ด แคททิน ที่อเมริกาอีกครั้งหนึ่ง หลังจากการตรวจอย่างละเอียดแล้ว หมอแคททินได้เขียนในรายงานของเขาว่า
"การออกกำลังกายอย่างแข็งขัน การควบคลุมอาหารอย่างเคร่งครัด และการเเปลี่ยนวิถีชีวิตที่ถูกต้องตามสุขลักษณะของคุณ ทำให้เกิดผลดีอย่างไม่น่าเชื่อ เลือดที่มาเลี้ยงหัวใจที่เดิมมาตีบตัน ไปเส้นหนึ่งนั้น บัดนี้ได้ไหลผ่าน ไปทางเส้นเลือดใหม่อีกอันหนึ่ง ซึ่งได้ขยายตัวจนหลอดเลือดใหญ่ขึ้น เพื่อทดแทนเส้นเก่าที่อุดตัน ขอบคุณต่อการวิ่งออกกำลังฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจ นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตแพทย์ของผม ที่ได้เห็นผลดีของการวิ่งอย่างนี้"
จอห์นฉลองข่าวดีด้วยการวิ่งเข้าเส้นชัยไป็นอันดับ 5 ในการแข่งขัน บาร์เรนมาราธอน (1981)ด้วยเวลาต่ำกว่า สามชั่วโมง(2 ชั่วโมง 59)งเร็วกว่าสถิติของเขาเองเมื่อสองปีก่อน กว่าหนึ่งชั่วโมงเต็ม และติดตามด้วยการ วิ่งเข้าเส้นชัยเป็นอันดับสี่ ในการแข่งขัน ฮ่องกง มาราธอน
"งผมแนะนำให้ทุกคนวิ่ง ขอแต่เพียงว่า ก่อนจะเริ่มวิ่ง ไปหาแพทย์ตรวจเสียก่อน....การวิ่งอาจช่วยชีวิตคุณ เหมือนกับที่ได้ช่วยชีวิตผมมาแล้ว"
ปัจจุบันจอห์น สคิวเวสอายุ 44 ปีแล้ว(นิตยสารเล่มนี้ออกเมื่อปี คศ.1981)เขามองอนาคตข้างหน้าเขาด้วยสายตาที่แจ่มใสและเบิกบานกว่าเดิมมากว่า "โอกาสที่ผมจะอยู่รอดต่อไปนั้นสูงมากละทีนี้ แม้ว่าบางครั้งผมจะกังวลใจบ้างเมื่อได้ข่าวว่าใครตายก่อนเวลาอันควร"
"ผมจะวิ่งต่อไปเรื่อยๆ ผมจะเข้าแข่งขัน โฮโนลูลู มาราธอน คราวหน้าและในวันเกิดครบรอบ 50 ปี ผมกะจะวิ่งสัก 50 ไมล์เท่าอายุ"
จากหนังสือ วิ่งสู่วิถีชีวิตใหม่ โดย นายแพทย์ อุดมศิลป์ ศรีแสงนาม
|
|
|
|
|